แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข้อคิดดีๆ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข้อคิดดีๆ แสดงบทความทั้งหมด
วันอังคารที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2559
เตรียมสอนก่อนเปิดเทอม
วันนี้เป็นวันเกิดของแม่ แต่ฉันยังคงเตรียมสอนและยังไม่ได้นอน อยากกลับไปหาแม่ พาแม่ทานข้าว ปีนี้แม่ย่าง 74 ปีแล้ว... แต่ด้วยความตั้งใจมั่นไว้ว่าจะส่งหนังสือให้เสร็จภายในสิ้นปีนี้ให้ได้ จึงทำให้ฉันรู้สึกแบ่งเวลาไม่ค่อยถูก ใจหนึ่งก็อยากทำงานให้เสร็จ แต่อีกใจก็อยากจะแว๊บกลับบ้าน... ทำยังไงดี!!! ตอนนี้ตี 2 กว่าแล้ว... นอนก่อนดีกว่าตื่นมาโทร.ไป Happy Birthday แม่แต่เช้า แล้วค่อยตั้งสติใหม่ว่าจะทำอะไรก่อนดี... เพราะแม่เองก็อยากให้ฉันส่งหนังสือเล่มนี้มากเหมือนกัน แม่บอกว่าวันเกิดของแม่ๆ ไม่มีอะไรมาก ก็จะทำบุญตักบาตรให้ตากับยาย ทำให้ฉันได้คิดว่าวันเกิดของฉันที่จะถึงต่อจากแม่ในอีกไม่กี่วันนี้ฉันควรทำอะไรให้แม่ชื่นใจ มากกว่าจะไปเลี้ยงฉลองกับคนอื่นๆ เพราะแม่ทำให้ฉันมีชีวิต และได้มีโอกาสทำสิ่งที่ดีในทุกวันนี้ และแม่ก็เป็นบุคคลคนเดียวที่รับฟังฉันได้ทุกเรื่อง ไม่ว่าเรื่องนั้นจะทำให้แม่ทุกข์หรือสุขใจไปด้วย แม่ก็มักจะตั้งใจฟัง ให้กำลังใจ ตักเตือน สั่งสอน ฉันมีความเชื่อว่าถ้าฉันติดขัดเรื่องใด ถ้าได้กลับบ้านไปขัดห้องน้ำ ทำความสะอาดบ้านให้แม่ หรือพาแม่ทานข้าว ทุกๆ สิ่งที่ติดขัดนั้นจะค่อยๆ คลี่คลายไปในทางที่ดี ฉันเชื่อว่าความกตัญญูรู้คุณบิดา มารดา จะส่งผลดีให้กับตัวของเราเอง... เฮ้อ!!! คิดถึงแม่จัง...
ผศ.ดร.บุญญลักษม์ ตำนานจิตร
ป้ายกำกับ:
ข้อคิดดีๆ,
สื่อประกอบการสอน
วันพฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2558
เทคนิคการเรียนเก่ง!!'
10 เทคนิคเรียน ให้เป็นคนเรียนเก่ง
....... เทคนิคเรียน : 1. คนเรียนเก่ง แบ่งเวลาเป็น
เคล็ดลับข้อแรก ถึงแม้ว่าเราจะชอบเล่นเกมส์ อ่านการ์ตูน เล่นกีฬา ดูหนัง ฟังเพลง ช้อปปิ้ง ฯลฯ ขอแค่เราแบ่งเวลาให้เป็น เวลาไหนเล่นก็เล่น เวลาไหนเรียนก็เรียน จะเล่นวันละกี่ชั่วโมงก็ได้ แต่ขอเจียดเวลามาเรียนนอกเหนือจากในห้องเรียนสักวันละ 30 นาที ? 1 ชั่วโมงก็พอแล้ว (เสาร์-อาทิตย์ไม่ต้องก็ได้) ทำง่ายๆแต่ได้ผลชงัดนัก
....... เทคนิคเรียน : 2. คนเรียนเก่ง ทบทวนล่วงหน้า-หลังเรียน เข้าหัวไม่ต้องจำ
เชื่อว่าข้อนี้ถูกใจคนขี้เกียจจำไม่น้อย (นายติวฟรีเองก็ด้วย หึหึ) เคล็ดลับง่ายๆ อ่านล่วงหน้าก่อนเข้าห้องเรียนสัก 10-15 นาที อ่านผ่านๆแค่หัวข้อก็พอว่าวันนี้เราจะเรียนอะไรบ้าง พอตกเย็น ก็อ่านทบทวนผ่านๆอีกรอบว่าวันนี้เราเรียนอะไรไป วันต่อวัน มันจะเข้าไปอยู่ในหัวเองไม่ต้องออกแรงจำให้เมื่อย แถมทำบ่อยๆมันจะประติดประต่อกันเองทั้งเทอม โอ้ สบายเลย
....... เทคนิคเรียน : 3. คนเรียนเก่ง ไม่ผลัดวันประกันพรุ่ง
แม้หลายๆคนจะรู้อยู่ว่าดินพอกหางหมูไม่ดี แต่ก็เชื่อว่าทุกๆคนก็เคย หรือยังมีดินพอกหางหมูอยู่ทั้งนั้น นายติวฟรีเองเคยพอกนานถึงสองเดือนด้วยซ้ำ มันลำบากมากที่ต้องมาตามแก้ดินพอกหางหมู บางครั้งใช้เวลามากกว่าเดิม 3 เท่าบ้าง 4 เท่าบ้าง รู้งี้ทำซะเลยไม่ปล่อยให้พอกก็ดีหรอก T_T
....... เทคนิคเรียน : 4. คนเรียนเก่ง ไม่เรียนอัดก่อนสอบ
ข้อนี้ตามสองข้อที่แล้วมาติดๆ ถ้าน้องปล่อยพอกไว้ตั้งแต่ต้นเทอม ยันปลายเทอม แล้วมาอัดอ่านทีเดียวก่อนสอบ มันจะไม่ทันเอา หลายเรื่อง หลายวิชา ถ้าใครเคยเรียนอัดก่อนสอบคงรู้ดี (นายติวฟรีก็เคยทำ) ว่า อ่านบทแรกก็ยังโออยู่ แต่พออ่านบทสอง ดั๊นลืมบทแรก พออ่านบทสาม ดั๊นลืมบทสอง ฯลฯ แบบนี้เรียกว่า ได้หน้าลืมหลัง มาดูตัวอย่างสดๆกันตรงนี้เลย นายติวฟรีถามว่า เคล็ดลับข้อแรกคืออะไร (ห้ามย้อนกลับไปอ่านนะ) เชื่อว่าตอบไม่ได้กันเกินครึ่ง อิอิ จริงๆแล้วมันมีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนอยู่นะว่า สมองของคนเรา จะสามารถจดจำเรื่องราวต่างๆได้ดีโดยค่อยๆจดค่อยๆจำสะสมไปเรื่อยๆ ถ้ามาพยามจดจำในระยะเวลาสั้นๆมันจะไม่เข้าหัว ขนาดไอน์สไตน์ฉลาดเป็นกรด ก็ยังจำเยอะๆในเวลาสั้นๆไม่ไหวเลย
....... เทคนิคเรียน : 5. คนเรียนเก่ง ลงมือทำโจทย์ แบบฝึกหัด การบ้าน
น้องๆหลายคนมองข้ามการทำโจทย์และแบบฝึกหัดต่างๆไปโดยสิ้นเชิง แล้วกลับไปให้ความสำคัญกับการเรียนเนื้อหา หรือทฤษฎีต่างๆ หลายๆคนหนักข้อ แบบฝึกหัดข้อแรกที่ได้ทำคือในห้องสอบนั่นเอง แล้วมันจะทำได้ยังไง T_T พอออกมาจากห้องสอบก็น้ำตาตกในทำไม่เป็น นักฟุตบอลเก่งๆอย่างเมสซี่ เขามีความลับในความเก่งซ่อนอยู่ นั่นคือ เขาใช้เวลาเรียนทฤษฎีนิดเดียว เอาให้ได้ครบสักรอบสองรอบก็พอ แล้วใช้เวลาที่เหลือไปทุ่มเทให้กับการซ้อมในสนาม (ทำแบบฝีกหัด) อย่างหนักทุกวันๆ ถ้าอยากเรียนเก่งเหมือนเมสซี่เล่นบอลเก่ง เราก็ต้องขยันทำแบบฝึกหัดเยอะๆ เข้าไว้
....... เทคนิคเรียน : 6. คนเรียนเก่ง ทำ mindmap เรียนรู้จากภาพใหญ่ไปภาพเล็ก
มันจะง่ายกว่าเยอะมากถ้าเรามองความสัมพันธ์ของเนื้อหาทั้งหมดโดยรวม ว่ามันเกี่ยวข้องกับอะไร แล้วมีหัวข้ออะไรบ้าง แต่ละหัวข้อเกี่ยวข้องกันอย่างไร อย่างการทำ mindmap นั้นช่วยได้มากๆ ที่สำคัญทำง่ายด้วย ไม่ต้องคิดว่ามันเป็นเรื่องยาก แค่มีกระดาษกะปากกา ก็สามารถทำเองได้แล้ว
....... เทคนิคเรียน : 7. คนเรียนเก่ง ทำสรุป/ช้อตโน้ตด้วยตัวเอง
การทำสรุปหรือช้อตโน้ตจะเป็นเสมือนการทบทวนและสรุปเนื้อหาด้วยตัวเอง น้องๆจะมีสรุปของเพื่อนที่เก่งๆก็ได้ แต่สำคัญคือ ให้ทำเวอร์ชันของตัวเองด้วย (เขียนสรุปจากสรุปของเพื่อนก็ได้นะ) แค่การทำก็เหมือนว่าได้ทบทวนไปแล้วรอบนึง ที่สำคัญคือ เมื่อตัวเองมาอ่านสรุปของตัวเองแล้วนั้น มันจะจำได้ชัดเจนมากกว่าการอ่านสรุปของคนอื่นมากๆ ยิ่งถ้าเขียนสรุปด้วยปากกาหลายสี วาดรุปน่ารักๆลงไป บางครั้งในห้องสอบ จำได้ด้วยแน่ะ ว่าตรงนี้เราสรุปด้วยปากกาสีอะไร วาดรูปอะไรลงไป
....... เทคนิคเรียน : 1. คนเรียนเก่ง แบ่งเวลาเป็น
เคล็ดลับข้อแรก ถึงแม้ว่าเราจะชอบเล่นเกมส์ อ่านการ์ตูน เล่นกีฬา ดูหนัง ฟังเพลง ช้อปปิ้ง ฯลฯ ขอแค่เราแบ่งเวลาให้เป็น เวลาไหนเล่นก็เล่น เวลาไหนเรียนก็เรียน จะเล่นวันละกี่ชั่วโมงก็ได้ แต่ขอเจียดเวลามาเรียนนอกเหนือจากในห้องเรียนสักวันละ 30 นาที ? 1 ชั่วโมงก็พอแล้ว (เสาร์-อาทิตย์ไม่ต้องก็ได้) ทำง่ายๆแต่ได้ผลชงัดนัก
....... เทคนิคเรียน : 2. คนเรียนเก่ง ทบทวนล่วงหน้า-หลังเรียน เข้าหัวไม่ต้องจำ
เชื่อว่าข้อนี้ถูกใจคนขี้เกียจจำไม่น้อย (นายติวฟรีเองก็ด้วย หึหึ) เคล็ดลับง่ายๆ อ่านล่วงหน้าก่อนเข้าห้องเรียนสัก 10-15 นาที อ่านผ่านๆแค่หัวข้อก็พอว่าวันนี้เราจะเรียนอะไรบ้าง พอตกเย็น ก็อ่านทบทวนผ่านๆอีกรอบว่าวันนี้เราเรียนอะไรไป วันต่อวัน มันจะเข้าไปอยู่ในหัวเองไม่ต้องออกแรงจำให้เมื่อย แถมทำบ่อยๆมันจะประติดประต่อกันเองทั้งเทอม โอ้ สบายเลย
....... เทคนิคเรียน : 3. คนเรียนเก่ง ไม่ผลัดวันประกันพรุ่ง
แม้หลายๆคนจะรู้อยู่ว่าดินพอกหางหมูไม่ดี แต่ก็เชื่อว่าทุกๆคนก็เคย หรือยังมีดินพอกหางหมูอยู่ทั้งนั้น นายติวฟรีเองเคยพอกนานถึงสองเดือนด้วยซ้ำ มันลำบากมากที่ต้องมาตามแก้ดินพอกหางหมู บางครั้งใช้เวลามากกว่าเดิม 3 เท่าบ้าง 4 เท่าบ้าง รู้งี้ทำซะเลยไม่ปล่อยให้พอกก็ดีหรอก T_T
....... เทคนิคเรียน : 4. คนเรียนเก่ง ไม่เรียนอัดก่อนสอบ
ข้อนี้ตามสองข้อที่แล้วมาติดๆ ถ้าน้องปล่อยพอกไว้ตั้งแต่ต้นเทอม ยันปลายเทอม แล้วมาอัดอ่านทีเดียวก่อนสอบ มันจะไม่ทันเอา หลายเรื่อง หลายวิชา ถ้าใครเคยเรียนอัดก่อนสอบคงรู้ดี (นายติวฟรีก็เคยทำ) ว่า อ่านบทแรกก็ยังโออยู่ แต่พออ่านบทสอง ดั๊นลืมบทแรก พออ่านบทสาม ดั๊นลืมบทสอง ฯลฯ แบบนี้เรียกว่า ได้หน้าลืมหลัง มาดูตัวอย่างสดๆกันตรงนี้เลย นายติวฟรีถามว่า เคล็ดลับข้อแรกคืออะไร (ห้ามย้อนกลับไปอ่านนะ) เชื่อว่าตอบไม่ได้กันเกินครึ่ง อิอิ จริงๆแล้วมันมีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนอยู่นะว่า สมองของคนเรา จะสามารถจดจำเรื่องราวต่างๆได้ดีโดยค่อยๆจดค่อยๆจำสะสมไปเรื่อยๆ ถ้ามาพยามจดจำในระยะเวลาสั้นๆมันจะไม่เข้าหัว ขนาดไอน์สไตน์ฉลาดเป็นกรด ก็ยังจำเยอะๆในเวลาสั้นๆไม่ไหวเลย
....... เทคนิคเรียน : 5. คนเรียนเก่ง ลงมือทำโจทย์ แบบฝึกหัด การบ้าน
น้องๆหลายคนมองข้ามการทำโจทย์และแบบฝึกหัดต่างๆไปโดยสิ้นเชิง แล้วกลับไปให้ความสำคัญกับการเรียนเนื้อหา หรือทฤษฎีต่างๆ หลายๆคนหนักข้อ แบบฝึกหัดข้อแรกที่ได้ทำคือในห้องสอบนั่นเอง แล้วมันจะทำได้ยังไง T_T พอออกมาจากห้องสอบก็น้ำตาตกในทำไม่เป็น นักฟุตบอลเก่งๆอย่างเมสซี่ เขามีความลับในความเก่งซ่อนอยู่ นั่นคือ เขาใช้เวลาเรียนทฤษฎีนิดเดียว เอาให้ได้ครบสักรอบสองรอบก็พอ แล้วใช้เวลาที่เหลือไปทุ่มเทให้กับการซ้อมในสนาม (ทำแบบฝีกหัด) อย่างหนักทุกวันๆ ถ้าอยากเรียนเก่งเหมือนเมสซี่เล่นบอลเก่ง เราก็ต้องขยันทำแบบฝึกหัดเยอะๆ เข้าไว้
....... เทคนิคเรียน : 6. คนเรียนเก่ง ทำ mindmap เรียนรู้จากภาพใหญ่ไปภาพเล็ก
มันจะง่ายกว่าเยอะมากถ้าเรามองความสัมพันธ์ของเนื้อหาทั้งหมดโดยรวม ว่ามันเกี่ยวข้องกับอะไร แล้วมีหัวข้ออะไรบ้าง แต่ละหัวข้อเกี่ยวข้องกันอย่างไร อย่างการทำ mindmap นั้นช่วยได้มากๆ ที่สำคัญทำง่ายด้วย ไม่ต้องคิดว่ามันเป็นเรื่องยาก แค่มีกระดาษกะปากกา ก็สามารถทำเองได้แล้ว
....... เทคนิคเรียน : 7. คนเรียนเก่ง ทำสรุป/ช้อตโน้ตด้วยตัวเอง
การทำสรุปหรือช้อตโน้ตจะเป็นเสมือนการทบทวนและสรุปเนื้อหาด้วยตัวเอง น้องๆจะมีสรุปของเพื่อนที่เก่งๆก็ได้ แต่สำคัญคือ ให้ทำเวอร์ชันของตัวเองด้วย (เขียนสรุปจากสรุปของเพื่อนก็ได้นะ) แค่การทำก็เหมือนว่าได้ทบทวนไปแล้วรอบนึง ที่สำคัญคือ เมื่อตัวเองมาอ่านสรุปของตัวเองแล้วนั้น มันจะจำได้ชัดเจนมากกว่าการอ่านสรุปของคนอื่นมากๆ ยิ่งถ้าเขียนสรุปด้วยปากกาหลายสี วาดรุปน่ารักๆลงไป บางครั้งในห้องสอบ จำได้ด้วยแน่ะ ว่าตรงนี้เราสรุปด้วยปากกาสีอะไร วาดรูปอะไรลงไป
ป้ายกำกับ:
ข้อคิดดีๆ,
สื่อประกอบการสอน
วันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2558
เทคนิคการเรียนเชิญผู้ทรงคุณวุฒิ
วันนี้อาจารย์กำลังส่งหนังสือเรียนเชิญผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อประเมินและรับรองรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่อาจารย์ได้ออกแบบขึ้น หากนักศึกษาต้องเรียนเชิญผู้ทรงคุณวุฒิมาเพื่อให้ท่านประเมิน หรือช่วยวิเคราะห์ความถูกต้องของเครื่องมือวิจัยนั้น ควรพิจารณาคัดเลือก และมีกระบวนการเรียนเชิญผู้ทรงคุณวุฒิดังนี้...
1. พิจารณาหัวข้อวิจัย หรือโครงงานที่จะจัดทำว่ามีผู้ทรงคุณวุฒิ หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะในเรื่องนั้นๆ ท่านใดบ้าง
2. ติดต่อผู้ทรงคุณวุฒิอย่างไม่เป็นทางการ โดยโทรศัพท์ หรือส่งอีเมลไปบอกความประสงค์ที่จะเรียนเชิญท่านล่วงหน้า ขอเบอร์โทร.ติดต่อที่สะดวกของผู้ทรงคุณวุฒิ
3. ทำหนังสือเรียนเชิญผู้ทรงคุณวุฒิจากมหาวิทยาลัยที่นักศึกษากำลังศึกษาอยู่ โดยผ่านการปรึกษาเสนอรายชื่อคณะผู้ทรงคุณวุฒิที่นักศึกษากำหนดไว้ เพื่อสอบถามความเหมาะสมจากอาจารย์ที่ปรึกษา
4. สอบถามผู้ทรงคุณวุฒิว่าต้องการให้จัดส่งโดยทางใด
4.1 หากประสงค์ให้เราเดินทางไปพบด้วยตนเอง ควรนัดวัน เวลา สถานที่ และนำรายละเอียดทั้งหมด ได้แก่ หนังสือเชิญผู้ทรงคุณวุฒิ แบบประเมินรูปแบบฯ แบบรับรองรูปแบบฯ ที่เราออกแบบขึ้น พร้อมรายละเอียดของคำจำกัดความของหัวข้อวิจัยของเรา และบทที่ 1 ของงานวิจัยเพื่อให้ท่านเข้าใจวัตถุประสงค์ในการทำวิจัย
4.2 หากประสงค์ให้ส่งทางไปรษณีย์ให้สอบถามรายละเอียดที่อยู่ในการจัดส่งอย่างละเอียดได้แก่ เลขที่ อาคาร ถนน แขวง เขต จังหวัด รหัสไปรษณีย์ เพื่อจะได้ส่งไปได้อย่างถูกต้อง พร้อมกำหนดวัน เวลา และที่อยู่ในการจัดส่งแบบประเมิน และแบบรับรองรูปแบบฯ กลับมาที่ที่อยู่เรา โดยแนบซองที่พิมพ์ที่อยู่ของตัวเราเอง พร้อมติดแสตมป์ให้ทรงคุณวุฒิส่งกลับมาให้เราเพื่อให้เกิดความสะดวก
5. ก่อนไปพบหรือส่งแบบประเมิน และแบบรับรองต่างๆ ควรโทรศัพท์หรือติดต่อผู้ทรงคุณวุฒิทางอีเมลก่อนส่งเพื่อให้ท่านรับทราบ และติดต่ออีกครั้งหากท่านได้รับทุกอย่างเรียบร้อยแล้วเพื่อนัดหมายวัน เวลา และสถานที่ในการไปรับแบบประเมินด้วยตนเอง หรือให้ท่านส่งทางไปรษณีย์
ประเด็นข้างต้นเป็นข้อคิดดีๆ ที่อาจารย์นำมาฝากเป็นเกร็ดความรู้ในวันนี้ค่ะ
ผศ.บุญญลักษม์ ตำนานจิตร ^^
ป้ายกำกับ:
ข้อคิดดีๆ,
สื่อประกอบการสอน
วันอังคารที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2558
วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2558
เราเป็นคนอย่างไรมองจาก Facebook ^^
ผู้ใช้ Facebook เป็นประจำ เวลาเข้าดูโปรไฟล์ของตัวเองก็มักจะมองเห็นทะลุปรุโปร่งในทุกส่วน เช่น ข้อมูลส่วนตัว รูปภาพ และอื่นๆอีกมากมาย แต่มีผู้ใช้จำนวนไม่น้อยที่ไม่เคยรู้เลยว่า ผู้ใช้คนอื่นๆจะมองเห็นหน้าโปรไฟล์ของเราเป็นอย่างไร เค้าจะเห็นอะไรและไม่เห็นอะไรบ้าง วันนี้เรามีวิธีสมมติตัวเองว่าเป็น คนอื่น เพื่อเข้าดู Facebook Profile ของตัวเองกันค่ะ
สำหรับใครที่ต้องการอยากทราบว่า เวลาคนอื่นเข้ามาดูโปรไฟล์ของเรา จะเห็นเป็นอย่างไร เห็นอะไรบ้าง เรามาดูวิธีง่ายๆกันเลย
วิธีแรก มุมมองของคนที่ไม่ได้เป็นเพื่อน (Public) - ในหน้าโปรไฟล์ของเรา กดที่รูปเฟืองด้านขวามือ (ตรง Cover) เลือก View as...
เมื่อเลือกแล้ว ค่าเริ่มต้นที่เราจะมองเห็น คือการมองเห็นจากบุคคลทั่วไป ที่ไม่ได้เป็นเพื่อนกับเรา ดังภาพด้านล่างนี้
วิธีที่สอง มุมมองจากผู้ใช้ที่เรากำหนด (Specific Person) เมื่อเราคลิกที่ View as... แล้ว จะเห็นคำว่า View as Specific Person (ตรงแถบสีดำด้านบน)
ให้เราคลิกและใส่ชื่อ Facebook ของคนที่เราต้องการ เพื่อทดสอบว่าถ้าเค้าคนนี้เข้ามาในหน้าโปรไฟลของเรา เค้าจะเห็นและไม่เห็นอะไรบ้าง ซึ่งวิธีที่สองนี้ เหมาะสำหรับคนที่ตั้ง Custom ไว้ว่า ให้ใครมองเห็นโพสนี้ หรือรูปภาพนี้ได้บ้าง หรือไม่ให้ใครมองเห็นได้ หลังจากโพสไปแล้วก็ใช้วิธีนี้มาทดสอบดูได้เลยว่า เค้าไม่เห็นโพสที่เราซ่อนไว้จริงรึเปล่า
ที่มา: How to See What Your Facebook Profile Looks Like to Others
วิธีแรก มุมมองของคนที่ไม่ได้เป็นเพื่อน (Public) - ในหน้าโปรไฟล์ของเรา กดที่รูปเฟืองด้านขวามือ (ตรง Cover) เลือก View as...
เมื่อเลือกแล้ว ค่าเริ่มต้นที่เราจะมองเห็น คือการมองเห็นจากบุคคลทั่วไป ที่ไม่ได้เป็นเพื่อนกับเรา ดังภาพด้านล่างนี้
วิธีที่สอง มุมมองจากผู้ใช้ที่เรากำหนด (Specific Person) เมื่อเราคลิกที่ View as... แล้ว จะเห็นคำว่า View as Specific Person (ตรงแถบสีดำด้านบน)
ให้เราคลิกและใส่ชื่อ Facebook ของคนที่เราต้องการ เพื่อทดสอบว่าถ้าเค้าคนนี้เข้ามาในหน้าโปรไฟลของเรา เค้าจะเห็นและไม่เห็นอะไรบ้าง ซึ่งวิธีที่สองนี้ เหมาะสำหรับคนที่ตั้ง Custom ไว้ว่า ให้ใครมองเห็นโพสนี้ หรือรูปภาพนี้ได้บ้าง หรือไม่ให้ใครมองเห็นได้ หลังจากโพสไปแล้วก็ใช้วิธีนี้มาทดสอบดูได้เลยว่า เค้าไม่เห็นโพสที่เราซ่อนไว้จริงรึเปล่า
ที่มา: How to See What Your Facebook Profile Looks Like to Others
ป้ายกำกับ:
ข้อคิดดีๆ,
สื่อประกอบการสอน
วันศุกร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2553
รณรงค์คนไทยรักกัน
ผลงานชนะเลิศ จากโครงการประกวด MV Animation "รักประเทศไทย"
เพลง : คนไทยรักกัน แอนิเมชั่นโดย นายอรัญ อเนกคุณะ , นายฐาปนา สุวรรณมาโจ
รายละเอียดเพิ่มเติม http://www.sipa-mvanimation.com
จัดการ แข่งขันโดย SIPA สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟท์แวร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน)
เพลง : คนไทยรักกัน แอนิเมชั่นโดย นายอรัญ อเนกคุณะ , นายฐาปนา สุวรรณมาโจ
รายละเอียดเพิ่มเติม http://www.sipa-mvanimation.com
จัดการ แข่งขันโดย SIPA สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟท์แวร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน)
วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2553
สวัสดีวันครู
ในปี 2553 นี้ “วันครู” ตรงกับวันเสาร์ที่ 16 มกราคม 2553 ค่ะ .. แต่เดี๋ยวนี้บางคนอาจไม่ค่อยทราบและไม่เห็นถึงความสำคัญของครูซักเท่าไร.. อาจเป็นเพราะยุคสมัยและวัฒนธรรมเปลี่ยนแปลงไป หรืออะไรก็แล้วแต่..คนเป็นครูก็ไม่เคยหวังอะไรจากลูกศิษย์..นอกจากความหวังดีอย่างจริงใจ บางคนเปรียบเทียบครูเหมือนเรือจ้าง.. แต่ว่าอาจารย์ว่าน่าจะเหมือนมอเตอร์ไซต์รับจ้างมากกว่า.. เพราะไม่ว่าจะไปที่ไหนเราสามารถถามจากมอเตอร์ไซต์รับจ้างได้.. นั่นคือต้องรอบรู้ไปซะทุกเรื่อง และทันคน.. พอไปส่งอาจต้องหาทางลัดให้อีก เพื่อให้ไปถึงที่หมายโดยเร็ว..จะได้ไม่สิ้นเปลืองเวลา พอถึงที่หมายก็ค่อยรับเงิน..นั่นคือไม่มีการไปส่งฟรีเหมือนเมื่อก่อน.. ทุกอย่างเลยดูเหมือนเป็นธุรกิจไปซะหมด.. แต่มอเตอร์ไซต์รับจ้างก็ต้องเหนื่อยและเสี่ยงภัยบนท้องถนนอยู่ทุกวัน…
ว่าไปแล้วก็เลยนำความรู้เกี่ยวกับวันครูมาฝากกันค่ะ.. ในวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499 คณะรัฐมนตรีมีมติให้วันที่ 16 มกราคมของทุกๆ ปี เป็น "วันครู" และการจัดงานวันครู ได้มีขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2500 และให้ดำเนินเรื่อยมาทุกปี นับตั้งแต่บัดนั้นมา โดยจัดให้มีขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศ
ความหมายของครู
ครู หมาย ถึง ผู้อบรมสั่งสอน ผู้ถ่ายทอดความรู้ ผู้สร้างสรรค์ภูมิปัญญา และพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อนำไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองของสังคมและประเทศ ชาติ
ความสำคัญของครู
ในชีวิตของคนเราถือว่า บิดามารดา เป็นผู้มีพระคุณอันสูงสุด เพราะท่านเป็นผู้ให้ชีวิต ให้ความรัก ให้ความเมตตา มีความห่วงใย และเสียสละเพื่อลูก นอกจาก บิดามารดา แล้ว ก็มีครูเป็นผู้มีพระคุณคล้าย บิดามารดา คือ เป็นผู้อบรมสั่งสอนถ่ายทอดวิชาความรู้ให้ รวมทั้งให้ความรัก ความเมตตาต่อศิษย์ทุกคน นับได้ว่าครูเป็นผู้เสียสละที่ไม่แพ้บุพการี
ครู จึงนับเป็นปูชนียบุคคลที่มีความสำคัญอย่างมาก ในการให้การศึกษาเรียนรู้ ทั้งในด้านวิชาการ และประสบการณ์ ตลอดเป็นผู้มีความเสียสละ ดูแลเอาใจใส่ สั่งสอนอบรมให้เด็กได้พบกับแสงสว่างแห่งปัญญา อันเป็นหนทางแห่งการประกอบอาชีพเลี้ยงดูตนเอง รวมทั้งนำพาสังคมประเทศชาติ ก้าวไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง ฉะนั้นวันที่ 6 ตุลาคม จึงได้เป็นวันครูสากล เพื่อคนที่เป็นครูทั่วโลกที่เสียสละนำพาเราทุก ๆคน ไปถึงฝั่งฝันนั่นเอง
วันครู ได้จัดให้มีขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ.2500 สืบเนื่องมาจากการประกาศพระราชบัญญัติครูในราชกิจจานุเบกษาเมื่อปี พ.ศ.2488 ซึ่งระบุให้มีสภาในกระทรวงศึกษาธิการเรียกว่า คุรุสภา เป็นนิติบุคคลให้ครูทุกคนเป็นสมาชิกคุรุสภา โดยมีหน้าที่ในเรื่องของสถาบันวิชาชีพครูในขณะเดียวกัน ก็ทำหน้าที่ให้ความเห็นเรื่องนโยบายการศึกษา และวิชาการศึกษาทั่วไปแก่กระทรวงศึกษาธิการ ควบคุมจรรยาและวินัยของครู รักษาผลประโยชน์ ส่งเสริมฐานะของครู จัดสวัสดิการให้ครู และครอบครัวได้รับความช่วยเหลือตามสมควร ส่งเสริมความรู้ และความสามัคคีของครู
ทุก ปีคุรุสภาจะจัดให้มีการประชุมสามัญคุรุสภาประจำปี เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้แทนครูทั่วประเทศแถลงผลงานในรอบปีที่ผ่านมา และซักถามปัญหาข้อข้องใจต่างๆ เกี่ยวกับการดำเนินงานของคุรุสภาโดยมีคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภา เป็นผู้ตอบข้อสงสัย สถานที่ในการประชุมสมัยนั้นใช้หอประชุมสามัคคยาจารย์ หอประชุมของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และในระยะหลังใช้หอประชุมคุรุสภา
พ.ศ.2499 ในที่ประชุมสามัญคุรุสภาประจำปี จอมพล ป.พิบูล สงคราม นายกรัฐมนตรี และประธานกรรมการอำนวยการคุรุสภากิตติศักดิ์ ได้กล่าวคำปราศรัยต่อที่ประชุมครูทั่วประเทศว่า
"ที่ อยากเสนอในตอนนี้ก็คือว่า เนื่องจากผู้เป็นครูมีบุญคุณเป็นผู้ให้แสงสว่างในชีวิตของเราทั้งหลาย ข้าพเจ้าคิดว่าวันครูควรมีสักวันหนนึ่งสำหรับให้บรรดาลูกศิษย์ทั้งหลายได้ แสดงความเคารพสักการะต่อวันสงกรานต์ เราก็นำเอาอัฐิของผู้มีพระคุณบังเกิดเกล้ามาทำบุญ ทำทาน คนที่สองรองลงไปก็คือครูผู้เสียสละทั้งหลาย ข้าพเจ้าคิดว่าในโอกาสนี้จะขอฝากที่ประชุมไว้ด้วย ลองปรึกษาหารือกันในหลักการ ทุกคนคงจะไม่ขัดข้อง"
จาก แนวความคิดนี้ กอปรกับความเห็นของครูที่แสดงออกทางสื่อมวลชนและอื่นๆ ที่ล้วนเรียกร้องให้มีวันครูเพื่อให้เป็นวันแห่งการรำลึกถึงความสำคัญของครู ในฐานะที่เป็นผู้เสียสละ ประกอบคุณงามความดีเพื่อประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นอันมาก ในปีเดียวกันที่ให้มีวันครูเพี่อเสนอคณะกรรมการอำนวยการต่อไป โดยได้เสนอหลักการว่า เพื่อจะได้ประกอบพิธีระลึกถึงคุณบูรพจารย์ ส่งเสริมความสามัคคีธรรมระหว่างครูและพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่าง ครูกับประชาชน
คณะมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2499 ให้วันที่ 16 มกราคมของทุกปีเป็น "วันครู" โดย ถือเอาวันที่ประกาศพระราชบัญญัติครูในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ.2488 เป็นวันครู และให้กระทรวงศึกษาธิการสั่งการให้นักเรียนและครูหยุดในวันดังกล่าว
งานวันครูได้จัดเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ.2500 ในส่วนกลางใช้สถานที่ของกรีฑาสถานแห่งชาติเป็นที่จัดงาน ได้กำหนดเป็นหลักการให้มีอนุสรณ์งานวันครูไว้แก่อนุชนรุ่นหลังทุกปี อนุสรณ์ที่สำคัญ คือ หนังประวัติครู หนังสือที่ระลึกวันครู และสิ่งก่อสร้างที่เป็นถาวรวัตถุ
บทสวดเคารพครู
(สวดนำ) ปาเจราจริยาโหนฺติ (รับพร้อมกัน) คุณุตฺตรานุสาสกา
ปญฺญาวุฑฺฒิกเร เต เต ทินฺโนวาเท นมามิหํ
(สวดทำนองสรภัญญะ)
(สวดนำ) อนึ่งข้าคำนับน้อม (รับพร้อมกัน) ต่อพระครูผู้การุณย์
โอบเอื้อและเจือจุน อนุศาสน์ทุกสิ่งสรรพ์
ยัง บ ทราบก็ได้ทราบ ทั้งบุญบาปทุกสิ่งอัน
ชี้แจงและแบ่งปัน ขยายอรรถให้ชัดเจน
จิตมากด้วยเมตตา และกรุณา บ เอียงเอน
เหมือนท่านมาแกล้งเกณฑ์ ให้ฉลาดและแหลมคม
ขจัดเขลาบรรเทาโม หะจิตมืดที่งุนงม
กังขา ณ อารมณ์ ก็สว่างกระจ่างใจ
คุณส่วนนี้ควรนับ ถือว่าเลิศ ณ แดนไตร
ควรนึกและตรึกใน จิตน้อมนิยมชม
(กราบ)
รายชื่อประเทศที่มีวันครู
ประเทศที่มีวันครูที่ไม่ใช่วันหยุด
- อินเดีย วันครูตรงกับวันที่ 5 กันยายน
- มาเลเซีย วันครูตรงกับวันที่ 16 พฤษภาคม
- ตุรกี วันครูตรงกับวันที่ 24 พฤศจิกายน
ประเทศที่มีวันครูเป็นวันหยุด
- แอลเบเนีย วันครูตรงกับวันที่ 7 มีนาคม
- จีน วันครูตรงกับวันที่ 10 กันยายน
- สาธารณรัฐเช็ก วันครูตรงกับวันที่ 28 มีนาคม
- อิหร่าน วันครูตรงกับวันที่ 2 พฤษภาคม
- ละตินอเมริกา วันครูตรงกับวันที่ 11 กันยายน
- โปแลนด์ วันครูตรงกับวันที่ 14 ตุลาคม
- รัสเซีย วันครูตรงกับวันที่ 5 ตุลาคม
- สิงคโปร์ วันครูตรงกับวันที่ 1 กันยายน
- สโลวีเนีย วันครูตรงกับวันที่ 28 มีนาคม
- เกาหลีใต้ วันครูตรงกับวันที่ 15 พฤษภาคม
- ไต้หวัน วันครูตรงกับวันที่ 28 กันยายน
- ไทย วันครูตรงกับวันที่ 16 มกราคม
- สหรัฐอเมริกา วันอังคารในสัปดาห์แรกที่เต็ม 7 วันในเดือนพฤษภาคม
- เวียดนาม วันครูตรงกับวันที่ 20 พฤศจิกายน
วันอาทิตย์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2553
Happy New Year 2010
สวัสดีปีใหม่ 2553 นะคะนักศึกษาทุกคน… เทศกาลปีใหม่ก็ผ่านพ้นไปแล้ว สิ่งที่เป็นข้อคิด ของปีใหม่นี้ ก็คือ.. ขอให้พวกเราใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท อาจารย์ทราบดีว่าวัยของพวกเรากำลังเป็นวัยที่สดใส สวยงามที่สุด น่าเรียนรู้ แต่วัยของเราก็ร่วงโรยเร็วมากเหมือนกันนะคะ…ไม่เชื่อนักศึกษาลองนึกถึงปีที่แล้ว ที่ผ่านมาดูสิคะ..แป๊บเดียวเอง ปีที่แล้วเป็นรุ่นน้อง ปีนี้เป็นรุ่นพี่ อีก 2 ปี ก็จบการศึกษา ป.ตรี แล้ว ดังนั้นการใช้ชีวิตให้คุ้มค่า..แต่มีคุณค่า..และ เหมาะสมกับวัยจึงเป็นสิ่งที่เราควรระลึกถึงอยู่เสมอในทุกๆ วัน ไม่เฉพาะวันสิ้นปี หรือวันขึ้นปีใหม่…
บางครั้งประสบการณ์ก็ไม่สามารถถ่ายทอดหรือบอกเล่าให้คนอื่นทำตามในสิ่งที่เราเคยรู้ เคยเห็น เคยผ่านอะไรต่ออะไรมาได้.. บางทีก็ต้องให้แต่ละคนได้เรียนรู้ชีวิตด้วยตัวของตัวเอง แต่ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตาม.. ขอให้พึงระลึกไว้เสมอว่าทุกๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่างก็มีความหมายในตัวของมันเอง.. สำหรับตอนนี้เวลาทำอะไรก็ตามขอให้มีสติ ได้คิดตาม.. ให้ได้มีโอกาสยิ้มไปกับมัน แค่นี้ก็ถือว่าเป็นวันที่มีความสุขมากๆ แล้วค่ะ..
ฉะนั้นขอให้ทำให้ทุกๆ วัน เป็นวันใหม่ของพวกเรา ให้เป็นวันที่มีความสุข.. แล้วยิ่งถ้าได้มีโอกาสแบ่งปันความสุข และรอยยิ้มกับคนรอบข้างเนี่ยะก็ยิ่งดีใหญ่.. ส่วนใครจะทำอะไร แล้วอยากจะทำตามบ้าง ก็เป็นธรรมดาสำหรับมนุษย์ ถ้าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ดีก็ทำไปเถอะค่ะ .. แต่ถ้ามันมีผลเสียกระทบตามมาและนำมาซึ่งความทุกข์ใจต่อตัวเอง และคนรอบข้าง หรือใครๆ ก็ตาม ไม่ว่าจะในระยะสั้นหรือระยะยาว จะทำไปทำไมล่ะคะ…
ในเมื่อทำไปแล้วมีผลต่อจิตใจโดยเฉพาะจิตใจของตัวเองและคนที่เรารักและรักเรา คนรักตัวเองเขาไม่ทำกันหรอกค่ะ…
Happy New Year 2010/2553 นะคะ.. ขอให้ทุกคนสอบได้เกรดดีๆ โอมเพี้ยง!!!!
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)






